บัน...ได
นานมาแล้วที่ไม่ได้มีจดหมายชนิดฮาร์ดแวร์ที่จ่าหน้าถึงผม
(หากไม่นับจดหมายทวงหนี้บัตรเครดิตประจำเดือน)
แต่จู่ๆผมก็ได้รับจดหมายพร้อมๆกันสองฉบับ
ที่มีเนื้อหารูปแบบเดียวกัน นั่นคือเป็นการ์ดเชิญไปงานแต่งงาน
รายหนึ่งเป็นรุ่นพี่แสนรักท่านนึงในพื้นที่นี้
ส่วนอีกรายเป็นเพื่อนเก่าแก่สมัยมัธยม
ผมตั้งใจจะเล่าถึงเรื่องเหล่านี้ใน entry ที่แล้ว
แต่ก็มีอันต้องโดนขัดจังหวะไปเสียก่อน
เนื่องจากมีอุบัติเหตุทางรถยนต์มาขวาง
จนกระทั่งจังหวะประจวบเหมาะให้เล่าต่อในหน้านี้
เพื่อนเก่าแกสมัยมัธยมที่ส่งการ์ดมาให้ผมนั้น
ผมไม่ได้เจอเขาอีกเลยนับตั้งแต่เรียนจบม.ปลาย
ได้ข่าวคราวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ติดตามสักเท่าไหร่
แต่พอได้รับการ์ดจากเขา และเมื่อรู้ว่าเขาจะแต่งงาน
หลายๆภาพในวันเก่าปรากฏ...
ผมเรียกหมอนี่ว่า"เขา"...แน่นอนครับ เขาเป็นผู้ชาย
เป็นเพื่อนที่สมัยม.ต้นอยู่ห้องข้างๆกัน เห็นกันบ้าง แต่ไม่เคยคุยกัน
มาได้อยู่ห้องเดียวกันตอนม.ปลาย ตลอด 3 ปี
เขามีชื่อเล่นจริงๆของเขาอยู่
แต่แทบจะไม่มีใครเรียกชื่อเล่นของเขา
ทุกคนเรียกเขาว่า "เบียร์" (นามสมมติ)
ซึ่งผมก็ไม่รู้ที่มาที่ไปของชื่อ (หรืออาจจะเคยรู้ แต่จำไม่ได้)
สำหรับความทรงจำแรกที่ผมนึกถึงเบียร์
คือเบียร์ตีกลอง...
เป็นมือกลองในรุ่นที่ตีเก่งที่สุดแล้ว
เพียงแต่ว่าเราไม่ได้เล่นด้วยกัน
ผมเล่นกับรุ่นพี่ที่เป็นวงของโรงเรียน
ส่วนเบียร์เล่นกับเพื่อนสมัยม.ต้น ไม่เล่นกับคนอื่น
สิ่งที่สองที่ผมนึกถึงเบียร์ คือรูปลักษณ์
เบียร์รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาแจ่มใส
มีเลือดฝาดจนแก้มดูเป็นสีชมพูจางๆอยู่ตลอด
ถ้าว่ากันอย่างไม่ลำเอียง เบียร์ก็เป็นคนหน้าตาดีคนนึง
(ถึงขนาดเคยมีผู้หญิงในรุ่นแย่งกันด้วย)
แต่ทั้งๆที่เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี
เบียร์กลับเป็นคนขี้อายอย่างเหลือเชื่อ
ไม่ใช่กับทุกคนหรอกนะครับ
แค่กับคนๆเดียวเท่านั้นที่เบียร์จะอาย
"นก" (นามสมมติ) เพื่อนร่วมชั้นม.ต้นของเบียร์
ที่พอขึ้นม.ปลาย ก็ต้องระเห็จไปอยู่คนละห้องกัน
ผมไม่รู้ว่าเบียร์ชอบนกมาตั้งแต่เมื่อไหร่
อาจจะตั้งแต่ม.1 หรืออาจจะม. 2
หรือบางทีอาจจะเป็นตั้งแต่แรกเห็น ผมไม่ทราบได้
เนื่องจากความที่เพื่อนผู้หญิงในห้องสมัยม.ต้นของเบียร์
มีบางส่วนที่ได้มาอยู่ห้องเดียวกันตอนม.ปลาย
นกเลยมาหาอดีตเพื่อนร่วมชั้นที่ห้องผม (หรือก็คือห้องเดียวกับเบียร์)
บ้างเป็นครั้งคราว
ถ้านกบังเอิญมาตอนพักเที่ยงก็แล้วไป
เพราะส่วนใหญ่เบียร์มักจะขึ้นห้องมาไม่เร็วนัก
สัก 10 -15 นาทีก่อนเข้าเรียนช่วงบ่ายถึงจะขึ้นมานั่งอยู่ในห้อง
แต่ถ้าวันไหนแจคพอต...
นกโผล่มาเวลาระหว่างคาบเรียน ที่ไม่ใชาเวลาพักเที่ยง
หรือเวลาอื่นๆที่เบียร์อยู่ในห้อง
เบียร์จะก้มหน้าลงกับโต๊ะแทบทุกครั้ง
ทำเหมือนกับว่าเขาหลับอยู่ ไม่รับรู้ ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
แต่ถึงจะฝุบหน้าลงไปกับโต๊ะ
ก็ยังมีส่วนที่โผล่มาให้เห็นอยู่ดี
นั่นคือใบหู... ใบหูของเบียร์จะแดงก่ำ
เวลาที่เบียร์เห็นนกมาที่ห้อง
ไม่ว่าจะก้มหน้ายังไงก็ปิดไม่มิด
ผมไม่รู้ว่านกรู้หรือไม่
ว่าทุกครั้งที่นกโผล่มา เบียร์จะเขินอายขนาดนั้น
สมมติว่านกทราบเรื่องนี้
นกจะรู้สึกกับเรื่องนี้อย่างไร
เป็นเรื่องที่ผมจินตนาการไม่ออก
เพราะผมไม่เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนี้
แต่ถ้าจากฝั่งของเบียร์ละก็...ผมพอเข้าใจได้
ส่วนใหญ่แล้วคนรอบตัวผม ไม่ค่อยมีใครแสดงออกตรงๆ
แต่ถึงจะแสดงออกตรงๆแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอเพียง
อย่างเช่นโชคิ...
ในวันหนึ่งไม่นานนี้ ผมได้กลับไปเยี่ยมที่โรงเรียนเก่า
พร้อมๆกันกับโชติ
ไปไหว้อาจารย์ที่ยังคงสอนอยู่ที่นั่น รวมถึงไปหาอะไรถูกๆกินกัน
(เวลาถังแตก...ข้าวในสถานศึกษาช่วยเราได้)
เรานั่งคุยกันหลายเรื่อง
ไปๆมาๆ ก็ดันไปคุ้ยเอาเรื่องแผลในอดีตของโชติเข้า
โชติเคยชอบรุ่นน้องคนนึง เป็นรุ่นน้องที่เด็กกว่าพวกเรา 1 รุ่น
ผมรู้จักทั้งคู่ แต่ผมไม่เคยรู้ว่าโชติเคยชอบน้องคนนี้
กว่าจะมารู้ก็ตอนที่เรื่องมันจบไปแล้ว
สมัยนั้น ในทุกๆเช้า
โชติจะรอน้องคนนี้อยู่ที่ป้ายรถเมลล์ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน
รอจนกว่าน้องคนนี้จะมาถึง และข้ามสะพานลอย
เดินเข้าโรงเรียนมาด้วยกัน
เชื่อว่าใครๆก็มองออก ว่าโชติแสดงออกชัดเจน
แต่กับรุ่นน้องคนที่โชติแสดงออกด้วย มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น...
เพราะดูเหมือนสุดท้ายแล้ว
เหตุผลที่ทำให้โชติต้องเสียใจในคราวนั้น
คือโชติไม่เคยพูดความรู้สึกของตัวเองออกไป...
ผมนั่งฟังโชติเล่าเรื่องเหล่านี้
ขณะที่กำลังซดก๋วยเตี๋ยวอยู่ในโรงอาหารของโรงเรียน
และหลังจากฟังจบ ผมก็สงสัยขึ้นมาเรื่องหนึ่ง
" เฮ้ย สำหรับมรึงแล้วเนี่ย
มรึงว่าสถานที่ไหนในโรงเรียน ที่ทำให้มรึงตื่นเต้นที่สุดวะ? "
... โชติใช้เวลานึก
แต่ดูเหมือนจะไม่ทันใจผม ผมเลยชิงพูดก่อน
" สำหรับกุ กุว่า 'บันได' ว่ะ "
"ทำไมถึงเป็นบันได? "
" ตึก 10 เนี่ย (ตึกตอนม.ปลาย)
มันมีตั้ง 9 ชั้น แถมบางทีลิฟท์ก็แน่นบ้าง ใช้ไม่ได้บ้าง
เราก็ต้องขึ้นบันไดกันเป็นหลักใช่ไหม
อย่างกุเนี่ย ขึ้นลิฟท์นับครั้งได้เลย
...แล้วทีนี้ เวลาเราขึ้นหรือลงบันได
ถ้าเราขึ้นหรือลงไปแล้ว เราก็ต้องไปต่อให้มันสุด
หรือไปให้มันถึงจุดหมายที่เราจะไปใช่มะ "
"เออ แล้วไงต่อ"
" แล้วถ้าระหว่างที่เรากำลังใช้บันไดอยู่
คนที่เราชอบ เขาเดินสวนมา เราขึ้น เขาลง
ยังไงก็หลบไม่ได้เลยนะ มีแต่จะเข้าใกล้กันเรื่อยๆ
แล้วเราก็คาดเดาไม่ได้ด้วย ว่าใครจะเดินสวนเรามาบ้าง
เพราะบางทีเขาก็โผล่มาจากชั้นที่อยู่ระหว่างทางของเรา
แถมเมื่อโผล่มาแล้ว ก็สายเกินกว่าที่เราจะเลี่ยงได้แล้วว่ะ "
" อืม... มีเหตุผล"
" แล้วถ้าคนที่สวนมา ไม่ใช่คนที่เราไปแอบชอบเขาอยู่
แต่ดันเป็นโจทก์ มันก็ยังเข้าข่ายใจเต้นอยู่นะเว้ยเฮ้ย "
ดูเหมือนโชติจะเห็นด้วยกับเหตุผลข้างๆคูๆของผม
สถานที่ที่ทำให้ใจเต้นที่สุดในโรงเรียนของโชติ
เลยกลายเป็นบันไดไปด้วยโดยปริยาย ^ ^"
แล้วพวกคุณล่ะครับ
สถานที่ไหน ในโรงเรียน ในมหา'ลัย
หรืออาจจะเป็นในที่ทำงาน ที่ทำให้คุณใจเต้นที่สุด
เล่าให้ฟังกันบ้างสิครับ :)
mr-keys
26 ธ.ค. 2011 เวลา 03:27 น.
เพราะแอบปลื้มพี่หมอกระดูกอยู่ อิอิอิ
แล้วก็ห้องผ่าตัด
เพราะแอบปลื้มพี่หมอผ่าตัดด้วย
แล้วก็ห้อง NICU
เพราะแอบปลื้มพี่หมอเด็กอีกคน
อิอิอิอิ
เริ่มเยอะแล้วพอดีกว่า ^^"
เพราะว่า เป็นห้องของรุ่นพี่สุดหล่อของโรงเรียน
เค้ามา รร.เช้ามาก เป็นคนแรกของห้อง
และจะนั่งเล่นอยู่ในห้องนั้นที่โต๊ะริมหน้าต่างเสมอ
เราซึ่งก็มาโรงเรียนเช้าเหมือนกัน
ก็จะทำเป็นเดินผ่านหน้าห้องนั้นทุกวัน
ขอแค่ได้เห็นหน้า ก็ใจเต้นทุกที ^^
ยิ่งวันสอบยิ่งตื่นเต้น จะหนีไปตึกอื่นก็ไม่ได้ >.<"
มีความสุขมากๆจ้า