เตรียม...ใจ
คนหลงทาง ...
คนจะไถเงิน...
คนเดือดร้อนสัพเพเหระ...
คนเหล่านี้ มักจะถูกดึงดูดเข้ามาหาผมอยู่เป็นประจำ
แต่นอกเหนือไปจากที่กล่าวมาข้างต้น
" ชาวต่างชาติ " ก็เป็นคนอีกประเภท
ที่มักจะถูกดึงดูดเข้ามาหาผม
บางทีก็เป็นชาวต่างชาติ ที่หลงทาง...
แถมยังถูกขโมยกระเป๋าสตางค์ ...
( ผสมไอ้ที่ว่ามาข้างต้นไว้หมดเลย )
บางครั้ง แม้จะไม่ใช่ชาวต่างชาติ
แต่ก็มีอะไรที่เกี่ยวๆพันๆ กันอยู่บ้าง
...
ในคืนหนึ่ง ณ ร้านชื่อดัง... บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ผมนั่งอยู่ข้างๆ กับชายรูปร่างสูงโปร่ง
ผิวขาว ตาสีฟ้า ไว้ผมสั้นเกรียน
ดูยังไงก็เป็นชาวต่างชาติ... ดูยังไงก็เป็นชาวตะวันตก
เมื่อเราเริ่มสนทนากัน...
ผมสนทนากับเขา ด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น
แต่เขาพูดกับผมด้วย "ภาษาไทย" ที่ชัดเจน...
... และเขาพูดแต่ภาษาไทยเท่านั้น...
ถึงกระนั้น ผมก็ยังปล่อยให้ตัวเองพูดภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น
และปล่อยให้ชายคนนั้น พูดภาษาไทยต่อไป...
ชื่อของชายคนที่ผมสนทนาด้วยตอนนั้น คือ.. " ฟรองซ์ "
ฟรองซ์... เป็นคนฝรั่งเศส
เป็นนักดนตรีที่อยู่ที่นั่น และมาเที่ยวเมืองไทย
..." คุณเรียนภาษาไทยจากไหน? " ผมถามฟรองซ์
( แน่นอนว่า...ผมยังคงกระแดะพูดภาษาอังกฤษ
ตลอดการสนทนา )
ฟรองซ์ตอบด้วยภาษาไทย ชัดถ้อยชัดคำ และยาวเหยียดว่า ...
" ที่มหาวิทยาลัยที่ปารีส มีหลายที่ ที่สอนภาษาตะวันออก
แล้วก็สอนหลายๆภาษามากๆเลย
ผมก็ไปขอเรียนจากในมหาวิทยาลัยเหล่านั้นน่ะ "
... " ถ้าอย่างนั้น ... ทำไมถึงเป็นภาษาไทย
ภาษาตะวันออก มีเยอะแยะไป จีน ญี่ปุ่น เกาหลี
หรือภาษาอื่นๆ ... ทำไมคุณถึงเลือกเรียนภาษาไทย
... ทำไม ? "
ฟรองซ์ขยับมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบผมว่า...
" ประเทศไทย เป็นประเทศในเอเชียประเทศแรก ที่ผมมาเที่ยว
ผมประทับใจคนไทย...
ผมชอบภาษาไทย มันฟังเพราะ...
ตัวอย่างเช่น คำว่า " หิวข้าว "
ถ้าไปพูดในภาษาจีน ...ก็จะเป็น...
( แล้วเขาก็พูดคำว่า หิวข้าว ในภาษาจีนให้ผมฟัง )
เห็นไหม มันฟังไม่เพราะเลย ฟังดูกระด้าง...
อีกอย่าง ผมไม่ชอบคนจีน
คนจีนที่ไปทำธุรกิจที่ปารีส เขาไม่สนใจจะคุยเรื่องอื่นๆเลย
ไม่สนใจจะคุยเรื่องทัศนคติ หรือศิลปะ
ที่เขาสนใจมีแต่เงินเท่านั้นเอง ... "
... " แต่ถ้าคุณได้ไปเที่ยวที่ประเทศของพวกเขา
คุณอาจจะเปลี่ยนทัศนคติก็ได้นะ "
" ใช่ แต่ผมยังไม่เคยไปเลย ... "
ฟรองซ์ไม่ใช่รายแรก ที่นั่งคุยกับผมแบบนี้...
แต่รายอื่นๆ รวมไปถึงรายที่หลงทาง แถมถูกขโมยกระเป๋าสตางค์
คงไม่ขอกล่าวถึง...
ปัจจุบัน ผมมีงานสอนดนตรี
ตามโรงเรียนสอนดนตรีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 แห่ง
มีนักเรียนมากบ้าง น้อยบ้าง ตามฤดูกาล...
ที่โรงเรียน A ... ผมมีนักเรียนทั้งหมด 3 คน
คนที่ 1 และ 2 เป็นนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติ
ส่วนคนที่ 3
เป็นคนไทย ที่เพิ่งจบป.ตรี จากออกซ์ฟอร์ด
กำลังจะต่อป.โท ที่เดิม...
แต่ช่วงนี้ปิดเทอม เลยกลับมาอยู่ไทยชั่วคราว...
ทุกคนเกี่ยวพันกับต่างชาติ และเป็นชาติตะวันตกทั้งสิ้น
ที่โรงเรียน B ซึ่งผมสอนมานานมากแล้ว...
มีนักเรียนมากหน้าหลายตา ผลัดเปลี่ยนเข้ามาเรื่อยๆ
ในช่วงเวลาหลายปีนั้น ... ก็ย่อมมีชาวต่างชาติปนอยู่ด้วยเช่นกัน...
ไม่ว่าจะเป็น ...
- ชาวออสเตรเลีย ที่มาเรียนพร้อมกัน 3 คน พ่อ-แม่-ลูก เพื่อความผ่อนคลาย
- ชาวเนเธอร์แลนด์ ที่มาเรียนเพราะอยากไปเล่นให้แฟนฟัง
- เด็กชายชาวสก็อตแลนด์ ที่ย้ายที่อยู่ตามคุณพ่อ ทุกปี...
แต่ก็ต้องกลับมาพักที่ไทย 3 เดือนทุกปี เช่นกัน
ยังมีอีกหลายคน ที่ผมนึกไม่ออก...
แต่ล้วนแล้วเป็นชาวตะวันตก หรือมีอะไรเกี่ยวพันกับตะวันตกทั้งสิ้น...
มีข้อยกเว้นอยู่ 1 กรณี...
คือ น้อง "ดา" (นามสมมติ)
น้องดา เป็นลูกครึ่งไทย - ฟิลิปปินส์
(แต่กระเดียดไปทางฟิลิปปินส์เสียมากกว่า )
อายุราว 6 ขวบปี...
พูดได้ 2 ภาษา ทั้งตากาล็อก และภาษาอังกฤษ
ผมสอนน้องดา ด้วยภาษาอังกฤษมาตลอด...
จนกระทั่งวันหนึ่ง....
ขณะที่ผมกำลังสอนน้องดาอยู่
ครูใหญ่ของที่โรงเรียนแห่งนั้น ก็มาเคาะประตูเรียกผม
และบอกผมว่า...
" ผู้ปกครองของน้องดา เขาฝากมา
ให้ครูช่วยแทรกๆ สอนภาษาไทยให้น้องเขาหน่อย
เพราะแถวบ้านเขาเนี่ย... มีแต่คนไทย มีแต่เด็กไทย
เขาก็กลัวลูกจะไม่มีเพื่อนเล่นด้วย ...
โอเคนะ ฝากด้วย "
ผมรับปากครูใหญ่ ตามที่ผู้ปกครองของน้องดาขอร้องมา...
แล้วก็นึกว่า ทำไมคุณแม่ (ชาวฟิลิปปินส์ ) ไม่สอนเองล่ะ...
เท่าที่เคยเจอ ก็พอจะพูดไทยได้...
แต่พอนึกย้อนไปอีก ผมก็จำได้ว่าเคยคุยกับผู้ปกครองท่านนี้
ตอนนั้น เขาบอกผมว่า ...
" ภาษาไทย อะไรก็ไม่รู้ เยอะไปหมด
เดี๋ยวมีเปลี่ยนข้างบน เปลี่ยนข้างล่าง
เสียงสูงต่ำเปลี่ยน ความหมายก็เปลี่ยนอีก
ดิฉันเลยพูดภาษาไทยไม่ถนัดค่ะ "
มิน่าล่ะ ถึงไม่สอนลูกเอง...
( อันที่จริง กรณีสับสนระหว่างเสียงสูงต่ำ
ผมเจอบ่อย
เช่นน้องผู้ชายชาวสก็อตแลนด์คนนั้น เคยบอกกับผมว่า
เขาสับสนระหว่างคำว่า " dog " , " horse" and "mom" )
พอผมต้องสอนภาษาไทยให้น้องดาด้วย...
ผมก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง
ได้แต่สอนคำง่ายๆ ที่เป็นคำพยางค์เดียวก่อน
เช่น
"พ่อ" , " แม่ "
" แขน " , "ขา" , "มือ" , "นิ้ว" , "เท้า"
หรือคำบอกทิศทาง เช่น ซ้าย ... ขวา ... หน้า... หลัง
แต่ทุกครั้งที่น้องดาพูดภาษาไทย
เสียงจะฟังดูแปร่งๆ เสมอ...
บ้างก็สูงไป หรือต่ำไป
เช่นคำว่า " พ่อ " ...
น้องดาก็จะออกเสียงเป็น " พ้อ " ตลอด...
ทำให้ผมต้องสอนการผันวรรณยุกต์...
แล้วพอต้องสอนเรื่องนี้ ก็ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา...
เพราะ การผันเสียงไปตามวรรณยุกต์...
มันแปลก... สำหรับคนต่างชาติ
( แต่คนไทยไม่รู้สึก เพราะเคยชินมาตลอด )
มันแปลกตรงที่ ... เวลาผันเสียงไปวรรณยุกต์ลำดับสูงขึ้น
เสียงที่ออก ไม่ได้สูงขึ้นตามไปด้วย เสมอไป...
สมมติ ถ้าใช้ตัว "ล" ในการผันวรรณยุกต์
สามัญ : ออกเสียงว่า "ลา "
เอก : " หล่า " ( ต่ำลงกว่ารูปสามัญ )
โท : " หล้า " ( สูงขึ้นกว่ารูปสามัญ)
ตรี : " ล้า " ( สูงขึ้นกว่ารูปโท )
จัตวา : " หลา " (ต่ำว่ารูปเอก )
มันกลายเป็นว่า แทนที่จะขึ้นไปตลอด
หรือลงไปตลอด
กลับกลายเป็น ลง ขึ้น ขึ้น แล้วก็ ลงแบบกระโดดข้าม
ทำให้ชาวต่างชาติหลายคนสับสน
บ้างก็สับสนเรื่องของอักษร "ห" นำ...
แต่คงไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้...
กลับมาที่น้องดา...
พอสอนน้องดาให้พูดคำสั้นๆ และออกเสียงได้ค่อนข้างตรงแล้ว...
ผมก็เริ่มสอนคำอื่นๆ ที่มากพยางค์ขึ้น...
เช่นคำขอโทษ คำทักทาย และคำอื่นๆ
ผมบอกน้องดา (เป็นภาษาอังกฤษ) ว่า...
..." เวลาเราจะพูดทักทาย ในภาษาไทย เราจะพูดคำว่า
... ' สวัสดี ' ...
ไหน ลองพูดสิครับ "
น้องดาออกเสียงตามผม แม้จะแปร่งๆไปบ้าง ก็ยังฟังรู้เรื่อง...
... " เอาล่ะ แล้วสำหรับเวลาเราจะจากกัน
เราก็จะพูดคำว่า... ' สวัสดี '... "
หลังจากพูดประโยคข้างต้นจบ
ผมถึงกับชะงักไปชั่วครู่
เพราะไม่เคยตระหนักถึงเรื่องนี้มาก่อน...
ไม่เคยได้รู้สึก... ว่าคำว่า "สวัสดี"
มันโหดร้ายขนาดไหน...
" สวัสดี "
คำทักทาย ที่มีความหมายเป็นการจากลา...
เหมือนจะเตือนให้เราทุกคนรู้
ว่าเมื่อได้พบกับใครสักคน
ก็จงโปรดเตรียมใจ สำหรับวาระของการจากลาเอาไว้ด้วย...
แม้จะรู้อยู่แก่ใจ ว่าการจากลาเป็นเรื่องปกติ
แต่ทุกครั้งที่มันมาถึง...
ก็ไม่สามารถทำใจให้ไม่เอนไหวไปตามกระแสได้สักครั้ง
หรือเราควรจะเริ่มเตรียมใจ... ตั้งแต่เราเริ่มกล่าวคำว่า...
.... " สวัสดี " ....
____________________________________ Update ตารางแสดง
with ละอองฟอง
ช่วงนี้ ปิดอัลบั้มครับ
รออัลบั้มหน้านะฮะ
__________________________
with Jetset'er
- ยังไม่มีคิวงานเพิ่มตาม
mr-keys17 ส.ค. 2551 เวลา 04:07 น.